Novel

 

นิทานของแม่ (ภาคคู่ขนาน)

 

ต้นฉบับจาก  sakuraiiz ณวันที่  11 Aug 2009 23:01

 

http://sakuraiiz.exteen.com/20090811/entry-4

 

ควรอ่านต้นฉบับก่อน

 

** ได้ทำการขออณุญาต จากเจ้าของแล้ว**

 

     

 

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อเตือนสติเท่านั้น ไม่ได้พาดพิงใครทั้งสิ้น

 

     

 

     ณ ประเทศสารขัณฑ์แห่งหนึ่ง เป็นเวลาเย็นมากแล้ว

 

ครูสาวได้แต่คิดว่านี่มันถึงเวลาที่ไม่ควรมีใครอยู่ในโรงเรียนแล้ว

 

แต่เด็กผู้หญิงในชุดฟอร์มผูกโบว์ท่าทางน่ารักก็ยังคงนั่งอยู่บนม้านั่ง

 

เธอไม่ยอมขยับตัวไปไหน ดวงตาของเธอเหม่อลอย

 

ออกไปยังตึกรามบ้านช่องที่สูงเสียดฟ้า

 

สีเสียงถอนหายใจเป็นระยะ ๆ มีบ่นพึมพัมกับตัวเองเงียบ ๆ

กับตัวเองสองสามครั้ง

 

ต้อยติ่งนักเรียนที่ประจำชันของฉันนั่นเอง

 

ฉันจึงรี่ปรี่เข้าไปทักเธอ

 

    

 

    "ต้อยติ่ง ทำไมเธอยังไม่กลับบ้าน" ฉันถาม เด็กหญิงต้อยติ่งที่สะดุ้งจนสุดตัว

     

 

    เธอนิ่งไปพักนึง ก่อนจะเหลือบตาไปมองสีหน้าที่เรียบเฉยของฉัน

ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความเบื่อหน่าย

 

     

 

     

    "ใครอยากจะกลับไปในที่แบบนั้นกัน มีแต่นิสัยไม่ดี" เธอทำหน้าอูม ก่อนก้มหน้า และไม่มองฉันอีก

 

     

 

    "ใครกันที่เธอคิดว่านิสัยไม่ดี" ฉันกล่าวพร้อมนั่งลงข้าง ๆ เด็กหญิงต้อยติ่ง

 แล้วเอามือจับไหล่เธอกล่าวด้วยเสียงเบา ๆ ว่า

"เล่าให้ครูฟังได้มั้ย"

 

     

 

    เธอนิ่งไปอีกพักนึง เลื่อนมือไปทัดผมที่หู ก่อนพ่นลมหายใจ แล้วเอ่ยกับฉันว่า

 

     

 

     

 

     

 

     

 

    " ก็แม่น่ะสิ...ครู แม่นิสัยไม่ดี !! " 


เธอทำหน้ายู่อย่างกับปลาบู่ แล้วบ่นพึมพัมต่ออีกว่า

 

 "ทำกับหนูแบบนี้ได้ยังไง" 

 

     

ฉันได้แต่นึกถึงอดีตที่ไม่มีโอกาส หวนคืนมาของตัวฉัน

     

 

     

 

    "คุณแม่เธอทำไร ถ้าตอบแบบไม่มีเหตุผลละก็ ชั้นจะหยิกเธอให้เนื้อหลุด"

     

 

 

    "คุณครูคะ เป็นคุณครูจะไม่โกรธหรอคะ ก็แม่เค้าทำลายข้าวของหนู และ

ห้ามหนูไม่ให้ไปดูคอนเสิร์ต ทั้ง ๆ ที่หนูเป็นคนเก็บเงิน

เอง หนูควรจะได้ไปนะ แล้วนี่ก็มาตีหนู หนูไม่ชอบ หนูเกลียดแม่" 



สาวน้อยได้ระเบิดอารมณ์ออกมาทั้งน้ำตา และมีสีหน้าโกรธจัด

 

ฉันได้แต่นับหนึงถึงสิบอย่างเร็วจี๋ แล้วกล่าวไปว่า

 

     

 

"งั้นครูขอถามอะไรเธอหน่อยนะต้อยติ่ง

 

ฉันเว้นจังหวะให้เธอได้ฟังซักครู่

 

 "ข้าวของที่เธอว่านี่คืออะไร?"

 

     

 

    "โปสเตอร์วงดนตรี พวงกุญแจราคาแพง และ แผ่นซีดี !!"


เธอระเบิดออกมาไม่หยุดราวกับสูญเสียคนรักไป

 

"กว่าหนูจะเก็บเงินได้ั..นั่นเงิืนหนูนะ !!!"

 

     

 

     

ฉันได้แต่อึ้งไปครู่ใหญ่

     

 

    "เธอทำงานเก็บเงินเองหรือต้อยติ่ง" ฉันกดดันเธอด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

ราวกับเซเวอร์รัสสเนปในแฮร์รี่พอตเตอร์

 

 "เธอแน่ใจหรือ"

 

     

 

     

 

     

 

    "หนูก็เก็บมาจากค่าขนมที่แม่ให้มา"

เธอกล่าวมาด้วยเสียงอ่อย แล้วหยุดนิ่งไปครู่ใหญ่..

 

"เงินของหนู !!"

 

     

 

     

 

     

 

    ฉันลอบยิ้มพลางหัวเราะ อยู่ในลำคอ แล้วเอ่ยไปว่า

 

 "เธอไม่ได้ทำงานเก็บเงินเองด้วยซ้ำ"

 

     

 

     

 

 

    เด็กหญิงต้อยติ่งจะอ้าปากจะพูดต่อฉันจึงตัดบทด้วยเสียงที่เข้มกว่าเดิม

 

     

 

     

 

     

 

    "เธอเคยคิดไหมว่า สิ่งที่เธอทำมันร้ายจิตใจแม่แค่ไหน ครูว่า.."

 

ยังไม่ทันที่ครูฉันจะพูดจบ เด็กหญิงต้อยติ่งกรี๊ดเสียงดังลั่งราวกับเครื่องเสียงแปดหลอด

 

     

 

     

 

     

 

    "แล้วที่แม่ทำร้ายจิตใจหนูนี่ล่ะ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" 

 

เธอลุกขึ้น ยืนค้ำหัวฉันแสดงสีหน้าโกรธจัด (โอ้วติ่งหูจริง ๆ )

 

น้ำตาของเธอยังคงไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก ฉันเริ่ม นับหนึ่งอีกครั้ง

 

"ครูรู้มั้ยว่าหนุอดทนแค่ไหนกว่าจะได้เงินมาซื้อของพวกนี้"

"ครูรู้ไหมว่าหนูรอนานแค่ไหนกว่าวงดนตรีเขาจะมาเล่นที่นี่"

 

 

     

 

     

 

   พอกันทีฉันรู้สึกว่านี่มันชักจะมากเกินไปแล้ว

 

ฉันกระชากไม้เรียวออกมาจากกระเป๋าถือข้างกาย

 

ตีไปที่น่องของเธอเต็มแรง ดังพลั่ว

 

     

 

     

 

     

 

    "นั่งลงเดี๋ยวนี้นะต้อยติ่ง ชั้นไม่อนุญาตให้เธอพูดอีกแล้ว ฟังชั้นพูดเดี๋ยวนี้นะ "

 

เธออึ้งแล้วถอนหายใจเสียงดัง 

 

     

ฉันกลั้นใจพูดต่อก่อนที่จะระเบิดโทสะลงไปซ้ำ

     

 

     

 

    "เธอรอคอยการมาของวงดนตรีที่เธอชอบมันไม่ผิดหรอกนะ

แต่เธอไปโกรธแม่แบบนั้นไม่ได้ เธอเคยคิดบ้างไหมว่า

แม่ของเธอเองก็เคยรอการลืมตาดูโลกของเธอมาตั้ง 9 เดือน

ต้องทนแพ้ท้อง ต้องคอยระวังตัว เพื่อใครถ้าไม่ใช่เพื่อเธอ

ตอนเธอยังเด็ก เธอเคยทำลายข้าวของเสียหาย

แม่เธอเคยโกรธเธอนาน ๆ ไหม

อย่างมากก็แค่ตีสั่งสอน บางครั้งยังถามด้วยซ้ำ

ว่าเธอถูกของบาด หรือ เจ็บตัวหรือเปล่า

แล้วที่เธอแบบนี้ มันหมายความยังไง

แม่เธอต้องอดทนเก็บเงินมากมายแค่ไหนเพื่อส่งเธอเรียนหนังสือ

ซื้อข้าวเธอ ให้เงินเธอไปกินขนม และซื้อของที่เธออยากได้

แต่เธอกลับทำกับแม่ของเธอแบบนี้หรือ"

 

 

น้ำตาของฉันเอ่อด้วยความคับแค้นใจ

 

 

 "เธอคิดแบบนี้ได้ยังไง"

 

     

 

     

   

 

สาวน้อยคนเดิม บนม้านั่งตัวเดิม



นั่งเงียบ สีหน้าอ่อนลงกว่าเดิม น้ำตายังคงไหลไม่หยุด

 

 

    "ความเจ็บปวด ความผิดหวังของเธอตอนนี้

 

เคยเท่าความเจ็บปวดของแม่ตอนคลอดเธอไหม

 

ความผิดหวังของเธอตอนนี้ เคยเท่าความผิดหวัง

 

ความเสียใจของแม่เธอบ้างไหม ตอบครูซิ"

 

ฉันกล่าวขณะเธอกำลังนั่งสะอื้นจนตัวสั่น

 

ความเงียบปกคลุม เหลือเพียงเสียงใบไม้เสียดสี

 

 

       "หนูนี่มันแย่จังนะคะคุณครู หนูทำร้ายแม่ได้ยังไง"

 

เธอร้องไห้ออกมาเสียงลั่น เสียงร้องไห้ของเธอสะท้อน ไปมาในโรงเรียนที่เงียบสงัด

 

ฉันลอบยิ้มอีกครั้ง     

 

    "ครูว่ามันเย็นมากแล้ว ลุกขึ้นซะ ครูจะไปส่ง"

ครูสาวพยุงร่างเด็กหญิงต้อยติ่งที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุดหย่อน

เธอเดินตามครูไปขึ้นรถอย่างแช่มช้า สีหน้าวิตกกังวล

ไม่นานนักฉันก็ขับรถมาถึงหน้าบ้านของเธอ


แต่กลับเธอไม่ยอมลงจากรถ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล

 

  "คุณครูคะ ครูว่าแม่จะยกโทษให้หนูมั้ย.."  เธอยังคงน้ำตาไหล ดวงตาเธอแดงก่ำ

 

     

 

     

 

ฉันยิ้มให้ก่อนตอบกลับไปว่า

 

 

 

 

"ไม่มีแม่คนไหนโกรธลูกได้นานหรอกจ้ะต้อยติ่ง"

 

       ฉันลงจากรถ กดกริ่งหน้าบ้านในขณะที่ต้อยติ่งก้าวลงจากรถช้า ๆ

แม่ของเธอก็วิ่งหน้าตาตื่นมาที่หน้าประตูรั้วพอดี แต่เธอก็ยังคงมองไม่ลูกสาวของตัวเอง

     

    "คุณครูยุพาขา...ต้อยติ่งลุกดิฉัน ยังกลับมาไม่ถึงบ้านเลย

ฉันเป็นห่วงจะแย่อยู่แล้ว ฉันไม่น่าไปดุ และ ทำลายข้าวของ ของแกเลย"


หญิงวัยเลยกลางคนกำลังร้องไห้ฉันได้แต่ยืนอึ้ง 


"ฉันเป็นห่วงแก ไม่อยากให้แกคลั่งใส่อะไรมาก ๆ

พอฉันปรามแกก็ตวาดฉัน ฉันก็เลยโมโหตีแก ทิ้งของแกไปหมด" 


คุณแม่ของต้อยติ่งสะอื้นจนตัวโยน

"ฉันก็แค่เป็นห่วงแก ฉันไม่น่าทำแบบนั้นเลย"

 

ต้อยติ่งน้อยได้รับฟังเรื่องราวก็ถึงกับร้องไห้โฮ วิ่งออกมาหาแม่   

 

    "คุณแม่คะ ติ่งขอโทษ ติ่งจะไม่ทำอีกแล้ว"

 

ต้อยติ่งก้มลงกราบแม่

 

 

"ติ่งรักแม่นะคะ ติ่งขอโทษค่ะแม่"

 

 

ผู้เป็นแม่ เมื่อได้เห็นลูกสาวก็เขาอ่อน ทรุดตัวลงมากอดลูก แล้วเอ่ยว่า

 

    "แม่จะไปโกรธติ่งได้ยังไง แม่รักติ่งมากขนาดนี้ ติ่งเอ๋ย


อย่ากลับบ้านเย็นอย่างนี้อีกนะลูก แม่เป็นห่วง เรื่องเมื่อเช้า


แม่เองก็ต้องขอโทษด้วยนะ นี่แม่ไปถอนเงินมาแล้ว เอาไปซื้อใหม่นะลูก "

 

แม่เธอควักกระเป๋าสตางค์ออกมา ก่อนยื่นเงินจำนวนนึงให้ลูกสาว แต่เธอส่ายหัว

 

    "แม่จ๋า ติ่งไม่เอาแล้ว ช่างมันเถอะจ้ะแม่ "

 

สองแม่ลูกนั่งกอดกันอยู่ตรงนั้นนานแสนนาน ส่วนฉันแอบปลีกตัวออกมาเงียบ ๆ

ก่อนขับรถมาหยุดตรงหน้าสุสานแห่งหนึ่ง

ในมือถือพวงมาลัยดอกมะลิพวงสวยที่แวะซื้อที่ตลาดเมื่อครู่ติดมือลงมาจากรถ

 

ด้วยยิ้มเบา ๆ ทักทายสายลมยามเย็นที่พัดผ่านหน้าเธอไป

ดอกมะลิส่งกลิ่นอันอ่อนโยนหอมฟุ้งไปทั่วอนาบริเวณ

 

ฉันเดินมาหยุดตรงโกฐหินสีขาวบริสุทธิ์ที่มีรูปผู้หญิงวัยชรา

 

หน้าตาใจดีประดับอยู่ ฉันวางพวงมาลัยลงตรงหน้าหิ้งหิน

 

ก่อนกราบลงกับพื้นหญ้า 

 

     

    "แม่คะ..หนูรักแม่" 

 

เธอเงยหน้าขึ้นมาพร้อมหยาดน้ำตา

 

 

"แม่จ๋าหนูอยากให้แม่ยังอยู่กับหนูจัง...."

 

   ทุกอย่างรอบตัวเริ่มมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร ครูสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า หลังจากเธอเธอนั่งมองรูปหญิงชราผู้

ใจดีมาเป็นเวลานานจนเกือบชั่วโมงได้...

 ใบไม้แห้งร่วงหล่นลงที่พื้น...พร้อม ๆ กับรถคุณครูสาวที่แล่นหายไปจนลับตา...

 

 

 

 

 

วันรุ่งขึ้น ณ ห้องผู้อำนวยการ

 

 

“ผมทราบมาว่าคุณ ได้ทำการ “ตี” เด็กหญิงต้อยติ่งหรือ คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป” 

 

  ผู้อำนวยการวัย ห้าสิบเศษกล่าวด้วยเสียงที่เป็นกังวล

“คุณพ่อของเธอมาร้องเรียนพร้อมกับสมาคมผู้ปกครองเรื่องแผลที่ขาของลูกสาวเธอ ”

 

ฉันอ้าปากจะพูดแต่ ถูกตัดบท

 

 

“คุณไม่รุ้หรือไง นี่มันพ.ศ.ไหนเค้าห้ามใช้ไม้เรียว กันแล้ว

พ่อเค้ามาหาผม แถม พาทนายมาด้วย

 นักข่าวกำลังมาทำข่าวแล้ว พ่อเค้าใหญ่มากในกระทรวง

คุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ผมกำลังจะได้เกษียณปีนี้แล้ว

 

ไป คุณ ไปเก็บของได้เลย"

 

 

 

 

 

 

"คุณโดนพักงาน ชั่วคราว ก่อน”

 

 

 

 

 

ฉันอึ้ง

 

 

 

พลางนึกถึงวันที่แม่ขอร้องตอนวันที่นอนอยู่ในโรงบาลเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

 

"อย่าใช้ความรุนแรงแบบพ่อ..นะลูก"

 

 

 

__________________________________________________________________

 

สรุปว่าอะไร..???

 

พ่อแม่รักแกฉัน จนได้

 

แม่ ผู้ซึ่ง สุดท้ายก็เลี้ยงลูกด้วยเงิน

 

และ พ่อ ผู้ซึ่ง ไม่ยอมรับซึ่งในเหตุผล 

 

พร้อมจะให้ท้ายลูก เสมอ

 

อย่าคิดว่า น้อง ต้อยติ่งหู มัน จะผิดสถานเดียวสิครับ 

 

หลาย ๆ ครั้งที่กลายเป็น พ่อแม่ ก็มีส่วนนะครับ

 

เด็กจะเป็นอย่างไร ก็เป็นตามผู้ใหญ่นั่นแหละ

 

ติ่งหูมันเกีดจากการขาดความอบอุ่น


เลยอยากได้ ผัว พ่อซัก 18 คน

 มาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป

 

อย่าโทษแต่เด็กสิครับ

 

ไม่ได้เข้าข้างแต่บางที ก็อยากให้ลองมองที่รอบ ๆ ตัวเค้าด้วย

 

ถ้าเค้าได้รับการยอมรับจากการที่เค้าต้องแสวงหาจุดยืน

 

เพิ่อเพิ่มเติมจุดเด่นมาเพื่อหักล้างปมด้อยของตัวเองไหม?

 

หรือสุดท้าย กลายเป็นสังคมที่ทำให้เค้าหมดที่ยืน

 

ปล.นี่ไม่นาธาน โอมาน ที่โกหก จนกลายเป็นโกหกที่ใหญ่กว่า...

 

ราตรีสวัสดิ์ ครับ 

 

ปปล. ไม่ตรงกับวัน ดีแล้ววว แหละ

 

edit @ 13 Aug 2009 14:13:43 by T o' M @ ZZ u ครับ


ให้ตายสิ เน็ท ห่วย อัพ ไม่ได้ เลย

ขอ โทษที่หายไป นาน นะ

เขียนไว้ ตั้ง แต่เมื่อเช้าละแต่ไม่ได้ อัพ เลย








เรื่องมันเริ่มจาก ช่วงเวลาหนึ่งของเมื่อคืนที่ผ่านมา

ขณะผมกำลัง On Msn อย่างเมามัน กับ ชาว Exteen คนหนึ่ง

ด้วยความเร็วnetพอประมาณ แม้ ว่า จะอยู่กลางป่า

เพราะตอนนั้นอยู่ที่แฟลต ของพนักงานดังนั้น

ผมจึง สามารถใช้ Internet ดาวเทียม ความเร็ว(เกือบ)สูงได้

ระหว่างนั้นเอง

ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีด ที่กำลังเรียก ร้องหาคู่

ท้องฟ้าได้เกิด ฟ้าแล่บ เป็น ระยะ

คงเป็นเพราะฤดูมรสุม

ซึ่ง นำพายุลูกใหญ่พร้อมกับน้ำท่วมบ่อเหมือง

ผมได้ แต่นึกในใจ

คืนนี้ ผมคงต้องเลิก เล่น M ก่อนเวลา อันควร เป็นแน่แท้

ทั้งที่ยังไม่ได้ ดึก

ไม่ได้ง่วง

เฮ้ออ คงต้อง ไป แล้ว ใช่ไหม ช่างมันเฮอะ

แต่คำหนึง จากพ่อที่ผมยังจำได้

.."อยู่ใต้ฟ้า ใย ต้องกลัวฝน"

คิดได้ ดังนี้แล้ว

ผมก็เลย

พิมพ์ ข้อความต่อ พร้อม กับท่องไปใน Cyber Space อันกว้างใหญ่

หา หาสาระ และ สาระ(เลว) บ้าง

เพื่อที่จะมาประดับใน อ่องออ(สมอง; คำเมือง) อันน้อยนิดของผม



แต่ !!!



ทันใดนั้น โสต ประสาทผม

ได้ แว่ว เสียง แปลก ๆ

มันเป็นเสียงที่ไม่คุ้นหูซักเท่าไร

แต่นึกดูดี ดี

ผมจำได้ ???

ไอ่เสียง บ้านั้น!!!


มันคือไอ่นั่นแน่!!!!

คะเนจาก ความถี่แล้ว

มันมาเกินสิบแน่ๆ

" -ิบหาย" ผมนึกอยู่ในใจเงียบ

แต่มือ รีบกดปุ่ม พิมพ์ ข้อความลงไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อที่จะลาคู่สนทนา

"เจอกันใน Entry พรุ่งนี้"

ผมคงทนไม่ได้ถ้า จะต้องอย่ต่ออีก เกิน หนึ่งนาที

เสียงเหล่านั้น เข้ามาใกล้ผมทุกขณะ

ใกล้เข้ามา

เข้ามาอีก

หลังจากมั่นใจว่า ข้อความได้ถูกส่งไป เรียบร้อย

ผมไม่ได้ ดู ด้วยซ้ำว่า คู่สนทนาผม จะรู้สึกยังไง

จากนั้นผมกด Hibernate* Laptop อันคร่ำครึของผม

(* hibernate;การปิดเครื่องแต่ให้มันจำว่า คอมก่อนปิด เราเปิดอะไรไว้มั่ง)

เร็ว สิ เร็ว ดิโว้ยยย หนึง ขีด สอง ขีด สามขีด สี่ขีด

ผมแอบ หันไป ดู เจ้าสิ่งนั้น แว้บนึ่ง

และ


ต้องปล่อย สัตว์ เลื้อยคลานมาวิ่งเล่น หนึ่งตัว

ด้วยความ ไม่ตั้งใจ เลย(จริงเหรอ)

."เ-ี้ย!!!"










แมงเม่าบิน ชนหน้าฝากผม อย่างจัง







รูปแง่บ




ไอ่ห่าน**เอ้ยยย จะเล่นไฟ ก็ เล่นไป ดิ มาบินชนช้านทามมายยยกลัวนะโว้ยย

(ไอ่ห่าน** [http://gnykzy.exteen.com] ดูที่นี่แปลว่า อะไร งงอะเด้)

คิดดูเถิดพี่น้อง ถ้ามันบินชนแล้วไป ก็ ไม่กลัวหรอก

ตอนเด็กๆ ผม เคยมีประสบการณ์ที่ว่า แมงเม่าบินชน

แล้ว มุดลงแว่น ตา แล้ว ก็ เอา เกือบไม่ทัน

ขนลุก ไม่ไหวแล้ว




เรื่องนี้เป็น เรื่องจริง ครับ


ปล.

คนข้างblog ; เอา อะไรมาให้ อ่าน (ว่ะ)หลงอ่าน มาตั้งนาน จะว่า เรื่องผีก็ไม่ใช่ สาระก็ไม่มี

โทมัส ; แหม นาน ๆ ทีน่า เพิ่ง หายเครียด จาก Entry ที่แล้ว

คนข้างblog ; ให้ จริงเฮ้อออ

โทมัส ; แหม นาน ๆ เค้า จะปล่อย มุก ฝืด นะตัวเอง

คนข้างblog ; -*-





ปปล. Header ใหม่ น่ารักไหม? ชอบฮารุฮิที่แววตาเขิล ๆแบบนี้จัง ขอบคุณพี่แววน้า สำหรับคำ [http://Chalita.exteen.com] titleนี้

ปปปล.blog เจ้แกเขียนสนุกน้าาาาาา ไปดูหน่อยเถอะ

ปปปปล. จะด่า ก็ ด่ามาเถอะ เค้า รับด้ายยยยยย รัก คนเมนท์น้าาา

edit @ 21 Jun 2008 08:54:25 by T o' M @ ZZ u ครับ